Triple E Technology · Electrical Systems

Electricity Bill · Tariff · Load Balance Analyzer

แยกโครงสร้างค่าไฟฟ้าออกเป็นรายการ · เปรียบเทียบอัตราที่เลือกได้ · คำนวณค่าปรับเพาเวอร์แฟกเตอร์และขนาดคาปาซิเตอร์ · และแสดงภาพว่าโหลด 1 เฟสที่วางไม่สมดุลบนระบบ 3 เฟส ทำอะไรกับกระแสนิวทรัล หม้อแปลง และค่าไฟจริง ๆ

ค่าไฟเฉลี่ย
—
บาท/kWh (รวม Ft, VAT)
Load Factor
—
—
Power Factor
—
—
Current Unbalance
—
—
1 · บิลค่าไฟฟ้า
2 · โครงสร้างอัตรา · บิล 12 เดือน
3 · เพาเวอร์แฟกเตอร์
4 · วัดกำลังไฟฟ้าหน้างาน
5 · โหลด 3 เฟสไม่สมดุล
6 · หม้อแปลง
7 · สรุปและมาตรการ

เริ่มตรงนี้ — ต้องเตรียมข้อมูลอะไร และหาจากไหน

ทั้งเครื่องมือใช้ข้อมูล 3 ชุดเท่านั้น · กรอกได้เท่าที่มี แล้วค่อยเติมทีหลัง เครื่องมือจะคำนวณเฉพาะส่วนที่ข้อมูลครบ
ชุดที่ 1 — จากบิล
7
ค่า · ใช้ได้ทันทีในแท็บ 1–3
ถ้ามีแค่ชุดนี้ก็เริ่มงานได้
ชุดที่ 2 — จาก nameplate
4
ค่าของหม้อแปลง · ใช้ในแท็บ 5–6
มีตารางค่าอ้างอิงให้กดใส่ได้
ชุดที่ 3 — จากการวัด
2
กระแสรายเฟส + การจัดโหลด
ใช้ในแท็บ 4–5 ซึ่งเป็นหัวใจ
ต้องใส่ช่องไหนหาได้จากไหนถ้ายังไม่มี ทำอย่างไร
ชุดที่ 1 — เปิดบิลค่าไฟฟ้าใบล่าสุดวางไว้ข้าง ๆ
ประเภทผู้ใช้ไฟและระดับแรงดันแท็บ 1 · 2 ช่องแรกมุมบนของบิล เขียนว่า "ประเภท 3.2" หรือ "อัตรา 4.2" · ระดับแรงดันดูจากด้านแรงสูงของหม้อแปลง (โรงงานทั่วไป = 22 kV)ถ้าอ่านไม่ออก ให้ดูว่าบิลแยกหน่วย On Peak / Off Peak หรือไม่ — ถ้าแยก คืออัตรา TOU (3.2 หรือ 4.2)
บิลย้อนหลัง 12 เดือน (ถ้ามี)แท็บ 2 · ตารางบิลรายเดือนกรอกหน่วย/kW/kVAr/Ft/ยอดสุทธิของแต่ละงวด หรือวางจาก Excelใช้ตัดสินใจเปลี่ยนประเภทอัตรา (ปกติ ↔ TOU ↔ TOD) — เดือนเดียวตัดสินไม่ได้ เพราะสัดส่วน On/Off Peak เปลี่ยนตามฤดูกาลและแผนผลิต
หน่วยไฟฟ้า On Peak / Off Peakแท็บ 1บรรทัด "ค่าพลังงานไฟฟ้า" ในบิล จะมี 2 บรรทัดถ้าเป็น TOUอัตราปกติ (3.1/4.1) ใส่หน่วยรวมทั้งหมดในช่อง On Peak แล้วใส่ 0 ในช่อง Off Peak
ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (kW)แท็บ 1บรรทัด "ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า" — ตัวเลข kW ที่คูณกับอัตราไม่มีไม่ได้ ถ้าบิลไม่แสดงให้ขอจากการไฟฟ้า เพราะเป็นตัวขับค่าไฟก้อนใหญ่
kVAr สูงสุดแท็บ 1บรรทัด "ค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์" ถ้ามี · บางบิลแสดงเป็น kVAr เฉย ๆถ้าบิลไม่แสดง ใช้ตัวช่วยแปลงจาก PF ในแท็บ 3
ค่า Ft งวดนี้แท็บ 1บรรทัด "ค่า Ft" หารด้วยจำนวนหน่วย จะได้ บาท/kWhดูประกาศ กกพ. งวดปัจจุบัน — อย่าใช้ค่าตั้งต้นในเครื่องมือโดยไม่ตรวจ
Demand สูงสุดย้อนหลัง 12 เดือนแท็บ 1ไล่ดูบิล 12 ใบ เอาค่า kW ที่สูงที่สุดถ้ามีบิลใบเดียว ให้ใส่ค่าเท่ากับ kW เดือนนี้ไปก่อน (จะไม่เตือนเรื่องค่าไฟขั้นต่ำ)
ชุดที่ 2 — ไปถ่ายรูป nameplate ที่ห้องหม้อแปลง
พิกัด kVA · %Z · P₀ · Pkแท็บ 5 และ 6แผ่นป้ายข้างหม้อแปลง หรือ test report ที่ผู้ผลิตให้มาตอนส่งมอบ (แม่นกว่า)กดเลือกจากตาราง "ค่าอ้างอิงหม้อแปลงจำหน่าย" ในแท็บ 5 ไปก่อน แล้วแก้ทีหลัง
ความต้านทานสายเมนและสายนิวทรัลแท็บ 5ไม่มีใครเขียนไว้ ต้องคำนวณจากขนาดสายและความยาวใช้ตัวช่วยคำนวณ R จากขนาดสายในแท็บ 5
ชุดที่ 3 — ไปวัดที่ตู้เมนแรงต่ำ (MDB)
กระแสรายเฟสและกระแสนิวทรัลแท็บ 4 (คำนวณกำลัง) และตรวจผลในแท็บ 5แคลมป์มิเตอร์ที่สายเมนแต่ละเฟสและสายนิวทรัล · ควรบันทึกต่อเนื่อง ≥7 วันวัดครั้งเดียวก็พอเริ่มได้ แต่ต้องเป็นช่วงที่โรงงานเดินเต็มกำลัง
โหลด 1 เฟสแต่ละวงจรต่ออยู่เฟสไหนแท็บ 5 · ตารางโหลด 1 เฟสpanel schedule ในตู้ย่อย หรือไล่ดูเบรกเกอร์ทีละตัวประมาณจากรายการอุปกรณ์ก่อนก็ได้ แต่จะจัดเฟสจริงไม่ได้ถ้าไม่รู้ว่าวงจรไหนอยู่เฟสไหน
ลำดับการทำงานที่แนะนำ: กรอกแท็บ 1 ให้ครบก่อน → ดูว่าตัวเลขตรงกับยอดบิลจริงไหม (ช่อง "ค่าไฟตามบิลจริง") → ถ้าตรงแล้วค่อยไปดูแท็บ 2 ว่าอยู่อัตราที่ถูกที่สุดหรือยัง → แท็บ 3 ดูว่าโดนค่าปรับ PF ไหม → แท็บ 4 คือวิธีวัดกำลังหน้างานเมื่อไม่มีเพาเวอร์มิเตอร์ 3 เฟส → แท็บ 5–6 ต้องมีข้อมูลจากสนามถึงจะมีความหมาย · ปุ่ม "แสดง/ซ่อนคำอธิบายช่องกรอก" ด้านบนเปิดคำอธิบายใต้ทุกช่องไว้แล้ว

ข้อมูลจากใบแจ้งค่าไฟฟ้า

กรอกตามใบแจ้งหนี้ 1 งวด (1 เดือน) — ค่าอัตราทั้งหมดแก้ไขได้ในแท็บ 2
3.x = กิจการขนาดกลาง 30–999 kW · 4.x = ขนาดใหญ่ ≥1,000 kW · 7.x = สูบน้ำเพื่อการเกษตร
โรงงานทั่วไปที่มีหม้อแปลงของตัวเองรับที่ 22 kV (PEA) หรือ 24 kV (MEA) → เลือก 22–33 kV
ใช้คำนวณ Load Factor — ดูจากช่วง "อ่านหน่วยครั้งก่อน–ครั้งนี้" บนบิล
TOU: จ.–ศ. 09:00–22:00 (ไม่รวมวันหยุดราชการ) · ถ้าเป็นอัตราปกติ (3.1/4.1) ให้ใส่หน่วยรวมทั้งหมดช่องนี้ และใส่ 0 ในช่อง Off Peak แล้วกรอก "สัดส่วน On Peak" ด้านล่างเพื่อเทียบอัตรา TOU
TOU: จ.–ศ. 22:00–09:00 + เสาร์ อาทิตย์ วันหยุดราชการ (ยกเว้นวันหยุดชดเชย) ทั้งวัน
ค่าเฉลี่ยสูงสุด 15 นาทีในงวด (TOU นับเฉพาะช่วง On Peak) — เป็นตัวขับค่า Demand Charge
ค่า kVAr สูงสุด 15 นาที ตามบิล — ถ้าบิลไม่แสดง ให้ใส่ 0 แล้วดูวิธีประมาณจาก PF ในแท็บ 3
ต้องตรวจกับประกาศ กกพ. งวดปัจจุบันทุกครั้ง — ค่าตั้งต้นในเครื่องมือนี้ไม่ใช่ค่าล่าสุดเสมอไป
ใช้เฉพาะอัตรา 4.1 (TOD) — ใส่รูปแบบ "Partial / Off" เช่น 640 / 700; TOD: Peak = 18:30–21:30 (ช่อง kW สูงสุดด้านบน), Partial = 08:00–18:30, Off Peak = 21:30–08:00 ทุกวัน · Partial คิดเฉพาะส่วนที่เกิน Peak, Off Peak ไม่คิดค่า Demand
ใช้เมื่ออัตราปัจจุบันไม่ใช่ TOU (3.1/4.1 ฯลฯ) ซึ่งบิลไม่แยกหน่วย On/Off · หาจาก load profile 15 นาที/มิเตอร์ TOU ชั่วคราว · โรงงาน 3 กะเดินทุกวัน ≈ 38–45 % · 2 กะ จ.–ศ. ≈ 55–65 % · กะเดียวกลางวัน ≈ 80–90 % · เว้นว่าง = ใช้หน่วย On/Off ตามที่กรอก (และไม่เสนอเปลี่ยนเป็น TOU)
ใช้ตรวจ "ค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ" = 70% ของค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดใน 12 เดือนย้อนหลัง (อัตรา 3, 4, 5)
ปัจจุบัน 7% · ค่าปรับ PF และค่า Ft ถูกคิด VAT ด้วย ไม่ใช่เฉพาะค่าพลังงาน
ใส่ยอดสุทธิบนบิลเพื่อให้เครื่องมือเทียบว่าคำนวณตรงหรือไม่ — ต่างเกิน 2% แปลว่าอัตรา/Ft ที่ตั้งไว้ยังไม่ตรงงวด

แยกรายการค่าไฟฟ้า

ตรวจว่าเงินไปอยู่ที่ไหน — ค่าพลังงาน (kWh) ค่าความต้องการพลัง (kW) ค่าปรับ PF และ Ft
ค่าไฟเฉลี่ย
—
บาท/kWh สุทธิ
Load Factor
—
%
สัดส่วนค่า Demand
—
% ของค่าไฟก่อน VAT
ค่าปรับ PF
—
บาท/เดือน

ตารางอัตราค่าไฟฟ้า (แก้ไขได้ทุกช่อง)

ค่าตั้งต้นเป็นอัตราฐานตามโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ใช้อยู่ — ต้องตรวจสอบกับประกาศงวดปัจจุบันก่อนใช้ในรายงาน
ข้อควรระวัง: อัตราค่าไฟฟ้าและ Ft เปลี่ยนตามประกาศ กกพ./การไฟฟ้า เครื่องมือนี้ไม่ดึงข้อมูลออนไลน์ ค่าที่เห็นคือค่าที่ฝังไว้เพื่อให้เริ่มงานได้เร็ว ผู้ตรวจประเมินต้องแทนที่ด้วยตัวเลขจากบิลจริงหรือประกาศงวดนั้นเสมอ แล้วบันทึกที่มาไว้ในรายงาน

เปรียบเทียบค่าไฟถ้าเปลี่ยนประเภทอัตรา

ใช้หน่วยและความต้องการพลังชุดเดียวกันจากแท็บ 1 คำนวณค่าไฟภายใต้ทุกอัตราที่ผู้ใช้ไฟมีสิทธิ์เลือก

เปรียบเทียบอัตราจากบิลรายเดือน (12 เดือน)

กรอกบิลจริงทีละเดือน (TOU, TOD หรืออัตราปกติ) เครื่องมือจะคำนวณค่าไฟของทุกอัตราที่มีสิทธิ์เลือกเดือนต่อเดือน แล้วรวมเป็นรายปี — ใช้ค่าอัตรา/ระดับแรงดัน/VAT/ค่าปรับ PF ชุดเดียวกับแท็บ 1–3
เลือกตามรูปแบบบิลที่มีอยู่ในมือ คอลัมน์ในตารางจะเปลี่ยนตาม · ข้อมูลที่บิลไม่มีจะถูกประมาณจากสมมุติฐานด้านขวา (แสดงป้าย "ประมาณ" ในผลลัพธ์)
ใช้เมื่อบิลไม่แยก On/Off Peak · ช่วง On Peak (จ.–ศ. 09:00–22:00) มีชั่วโมงราว 37% ของทั้งปี · โรงงาน 1 กะ (08:00–17:00) ≈ 80–90% · 2 กะ ≈ 60–70% · 3 กะ/เดินต่อเนื่อง ≈ 38–45% · อาคารสำนักงาน ≈ 75–85% · ถ้ามีเครื่องบันทึกโหลด (load profile) ให้ใช้ค่าจริงแทน
ใช้เมื่อบิลไม่มี kW แยกช่วงเวลา (บิล TOU/ปกติ) — รูปแบบ "Peak / Partial" · 100 / 100 = โหลดเท่ากันทั้งวัน (Partial ไม่เกิน Peak จึงไม่ถูกคิดเพิ่ม) · โรงงาน 1 กะที่เลิกงาน 17:00 อาจเป็น 30 / 100 (ช่วง 18:30–21:30 เหลือแต่โหลดฐาน) — ค่า Peak ต่ำทำให้ TOD ดูถูกมาก ต้องยืนยันด้วยโหลดโปรไฟล์ก่อนสรุป
วิธีอ่านบิล: kW ในบิล TOU คือความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด 15 นาทีเฉพาะช่วง On Peak · บิล TOD จะแสดง kW 3 ค่า (Peak / Partial / Off) และหน่วยรวมค่าเดียว · บิลอัตราปกติแสดง kW สูงสุดทั้งงวด · ค่า Ft ให้ใส่เป็น บาท/kWh ของงวดนั้น (ต่างกันได้ทุก 4 เดือน) · คอลัมน์ "บิลจริง" ใส่ยอดสุทธิรวม VAT เพื่อให้เครื่องมือตรวจว่าอัตราที่ตั้งไว้ตรงกับบิลหรือไม่ (ต่างไม่เกิน ±2% ถือว่าใช้ได้)

ผลเปรียบเทียบรายเดือน — ยอดสุทธิรวม VAT (บาท)

เพาเวอร์แฟกเตอร์และค่าปรับ

เกณฑ์การไฟฟ้า: ถ้า kVAr สูงสุด > 61.97% ของ kW สูงสุด จะถูกคิดค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์ในส่วนที่เกิน — เท่ากับกำหนดให้ PF ต้องไม่ต่ำกว่า 0.85
ดึงมาจากช่อง "ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด" ในแท็บ 1 แก้ที่นั่น
ดึงมาจากแท็บ 1 · ถ้าบิลไม่แสดง kVAr ใช้ตัวช่วยด้านล่างแปลงจาก PF
ค่าฐานปัจจุบัน 56.07 บาท/kVAr ของส่วนที่เกิน 61.97% ของ kW (เศษของ kVAr ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปปัดเป็น 1)
0.85 คือจุดที่พ้นค่าปรับพอดี — เพราะ cos(tan⁻¹ 0.6197) = 0.85 พอดี ไม่ใช่ 0.92 อย่างที่มักเข้าใจกัน · ปฏิบัติจริงตั้งเป้า 0.92–0.95 เผื่อโหลดแกว่งและเผื่อโหลดที่จะเพิ่มในอนาคต · เกิน 0.98 เสี่ยง over-compensation ตอนโหลดต่ำ ซึ่งทำให้แรงดันสูงเกินและ PF นำ (leading)
ใช้แปลงกำลังสูญเสีย (W) เป็นพลังงานต่อปี (kWh) · 1 กะ 5 วัน ≈ 2,000–2,500 · 2 กะ ≈ 4,000–5,000 · 3 กะ 6 วัน ≈ 6,000–7,000 · เดินต่อเนื่อง 24/7 ≈ 8,000–8,400 ชม./ปี — ใช้ชั่วโมงเดินจริงจากบันทึกการผลิต ไม่ใช่ชั่วโมงเปิดโรงงาน
ใช้ประเมินการลดสูญเสียในสาย: ถ้าติดคาปาซิเตอร์ที่ตู้เมนอย่างเดียว สายช่วงหลังตู้จะไม่ได้ประโยชน์
PF ปัจจุบัน
—
—
kVAr ที่เกินเกณฑ์
—
kVAr
ขนาดคาปาซิเตอร์
—
kVAr ที่ต้องติดตั้ง
ค่าปรับที่ประหยัดได้
—
บาท/ปี
ถ้าบิลไม่แสดง kVAr — วิธีหาค่ามาใส่
อ่านจากเครื่องวัดที่ตู้เมน หรือบางบิลพิมพ์ "Power Factor" ไว้ตรงมุม
ใส่รูปแบบ "kWh / kVArh" เช่น 350000 / 240000 · มิเตอร์ TOU ส่วนใหญ่เก็บ kVArh ไว้ ขอจากการไฟฟ้าได้
ผลลัพธ์จะถูกเขียนลงช่อง kVAr ในแท็บ 1 ให้อัตโนมัติ
—
ข้อควรระวัง: kVAr ที่การไฟฟ้าใช้คิดค่าปรับคือค่าสูงสุด 15 นาที ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยทั้งงวด การประมาณจาก kWh/kVArh ทั้งงวดจะได้ค่าต่ำกว่าความจริง ใช้เพื่อดูแนวโน้มได้ แต่อย่าใช้ตัวเลขนี้ยืนยันในรายงาน
สูตร Qc = P (tan φ₁ − tan φ₂) โดย φ = cos⁻¹(PF) · การลดสูญเสียในสายและหม้อแปลงส่วนที่ขึ้นกับกระแส = 1 − (PF₁/PF₂)² เพราะ I ∝ 1/PF ที่ P เท่าเดิม

ติดคาปาซิเตอร์ตรงไหน — ผลต่างที่คนมักมองข้าม

ค่าปรับ PF หายเหมือนกันทั้งสองแบบ แต่การลดสูญเสียในสายไม่เท่ากัน
ค่าปรับ PF วัดที่จุดซื้อขายไฟ ดังนั้นติดที่ตู้เมน (MDB) ก็พ้นค่าปรับแล้ว แต่กระแสรีแอกทีฟยังวิ่งอยู่ในสายช่วงระหว่างตู้เมนกับโหลด ถ้าโหลดตัวใหญ่อยู่ไกลและเดินตลอด การติดที่ตัวโหลด (หรือที่ตู้ย่อย) จะได้ทั้งค่าปรับและพลังงานที่ลดลงจริง

วัดกำลังไฟฟ้า 3 เฟส เมื่อมีแค่เครื่องวัด 1 เฟส

โจทย์คลาสสิกของงานตรวจวัด — มีแคลมป์มิเตอร์วัดกระแสได้ทีละเส้น วัดแรงดันได้ทีละคู่ แต่ไม่มีเพาเวอร์มิเตอร์ 3 เฟสที่บอก kW และ PF ตรง ๆ · คำตอบมี 4 วิธี เลือกตามเครื่องมือที่มีในมือ
ถ้าเลือกได้วิธีเดียว ให้เริ่มที่วิธี M0 (นับพัลส์มิเตอร์การไฟฟ้า) — ได้ kW จริงของทั้ง 3 เฟสรวม PF มาแล้วในตัว แม่นระดับ ±1% เพราะมิเตอร์การไฟฟ้าเป็นเครื่องมือที่ผ่านการสอบเทียบตามกฎหมาย และที่สำคัญคือไม่ต้องเปิดตู้หรือแตะแรงดันเลย · แล้วค่อยใช้แคลมป์วัดกระแสรายเฟสเพื่อดูการกระจายโหลด การรวมสองอย่างนี้เข้าด้วยกันให้ทั้ง kW ที่เชื่อถือได้และ PF ที่คำนวณย้อนกลับมาได้ โดยแทบไม่มีความเสี่ยง

ผังจุดวัด — วิธี M1 · แคลมป์วัดกระแสอย่างเดียว

ได้ kVA แม่นยำ แต่ kW ต้องคูณด้วย PF ที่สมมติ — ใช้ประเมินโหลดและความไม่สมดุลได้ แต่อย่าใช้ตัวเลข kW นี้คิดผลประหยัด
ลำดับการวัด: คล้องแคลมป์รอบสายเฟสทีละเส้น (L1 → L2 → L3) จดกระแส · แล้ววัดแรงดันคร่อมทีละคู่ (L1–L2, L2–L3, L3–L1) · ถ้าเข้าถึงนิวทรัลได้ ให้คล้องสายนิวทรัลด้วย จะได้ข้อมูลไปใช้ในแท็บ 5 ทันที · ห้ามคล้องสายมากกว่าหนึ่งเส้นพร้อมกัน เพราะแคลมป์จะอ่านผลรวมเวกเตอร์ (คล้องสามเฟสพร้อมกันจะได้เกือบศูนย์ ซึ่งไม่ใช่ค่าที่ต้องการ — แต่ใช้เป็นวิธีตรวจกระแสรั่วลงดินได้)

ผังจุดวัด — วิธี M2 · Three-Wattmeter (ระบบ 4 สาย มีนิวทรัล)

ใช้เครื่องวัดกำลัง 1 เฟส 1 ตัว ย้ายจุดวัดทีละเฟส — ได้ kW จริง ถูกต้องแม้โหลดไม่สมดุล
คู่ที่ต้องวัด 3 ครั้ง: (คล้อง IL1 + โพรบแรงดันระหว่าง L1 กับ N) → (คล้อง IL2 + โพรบ L2 กับ N) → (คล้อง IL3 + โพรบ L3 กับ N) แล้ว Pรวม = P₁ + P₂ + P₃
เงื่อนไขที่ทำให้ผลเชื่อถือได้: โหลดต้องนิ่งตลอดสามครั้งที่วัด เพราะไม่ได้วัดพร้อมกัน — วิธีตรวจคือกลับไปวัด L1 ซ้ำอีกครั้งตอนจบ ถ้าค่าต่างจากครั้งแรกเกิน 3% แปลว่าโหลดแกว่งระหว่างวัด ต้องวัดใหม่ทั้งชุด หรือหาเวลาที่กระบวนการผลิตนิ่งกว่านี้

ผังจุดวัด — วิธี M3 · Two-Wattmeter (ARON) สำหรับระบบ 3 สาย ไม่มีนิวทรัล

ใช้กับมอเตอร์ 3 เฟส ฝั่งเดลตา หรือวงจรที่ไม่มีสายนิวทรัล — วัดแค่ 2 ครั้งก็ได้ kW ทั้งระบบ
คู่ที่ต้องวัด 2 ครั้ง: เลือกสายหนึ่งเป็น "สายอ้างอิง" (ในผังนี้คือ L3 — จะเลือกเส้นไหนก็ได้แต่ต้องคงที่) → (คล้อง IL1 + โพรบแรงดันระหว่าง L1 กับ L3) = W₁ → (คล้อง IL2 + โพรบ L2 กับ L3) = W₂ แล้ว Pรวม = W₁ + W₂ (บวกกันเชิงพีชคณิต)
จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุด: เมื่อ PF ต่ำกว่า 0.5 ค่าหนึ่งจะติดลบ ต้องเอาไปลบ ไม่ใช่บวก · แคลมป์บางรุ่นอ่านค่าลบไม่ได้ จะแสดงเป็นค่าบวกเฉย ๆ ทำให้ผลรวมสูงเกินจริงเป็นเท่าตัว — ให้สังเกตลูกศรทิศทางบนหัวแคลมป์ ต้องหันทางเดียวกันทั้งสองครั้ง และถ้าสงสัยให้กลับหัวแคลมป์ดูว่าค่าเปลี่ยนไหม

คำนวณ — กรอกค่าที่วัดได้

กรอกเฉพาะวิธีที่ใช้จริง เครื่องมือจะคำนวณให้ทุกวิธีที่มีข้อมูลครบ แล้วเทียบผลกันให้ดูท้ายการ์ด

M0 · นับพัลส์หรือรอบจานของมิเตอร์การไฟฟ้า

พิมพ์อยู่บนหน้าปัดมิเตอร์ เช่น "1000 imp/kWh" หรือมิเตอร์จานหมุนเขียน "Kh" หรือ "รอบ/kWh"
ห้ามลืมช่องนี้ · ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ที่วัดฝั่งแรงสูงจะมี CT/VT คั่นอยู่ ตัวคูณอาจเป็น 40, 200, 1200 ดูจากหน้าปัดมิเตอร์หรือบิล (บิลบางใบพิมพ์ "ตัวคูณ" ไว้) · ถ้าวัดฝั่งแรงต่ำโดยตรงใส่ 1
นับให้ได้อย่างน้อย 20 ครั้ง หรือจับเวลาอย่างน้อย 60 วินาที เพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากการกดนาฬิกา
เริ่มจับเวลาที่พัลส์แรก หยุดที่พัลส์สุดท้าย — ถ้านับ 20 พัลส์ ช่วงเวลาคือ 19 ช่วง ไม่ใช่ 20 (เครื่องมือคิดให้แล้ว)
—

M1 · แคลมป์วัดกระแส + โวลต์มิเตอร์

ไม่จำเป็นต่อการคำนวณกำลัง แต่มีค่ามากในการวินิจฉัย — ดูแท็บ 5
ตรงนี้คือจุดอ่อนของวิธีนี้ · ถ้ามีผล M0 อยู่แล้ว เครื่องมือจะคำนวณ PF จริงย้อนกลับให้ ให้เอาค่านั้นมาใส่แทน
—

M2 · Three-Wattmeter (ระบบ 4 สาย) — วัดทีละเฟส

—

M3 · Two-Wattmeter (ARON, ระบบ 3 สาย)

ใส่เครื่องหมายลบด้วยถ้าเครื่องอ่านค่าติดลบ หรือถ้าต้องกลับหัวแคลมป์จึงจะอ่านค่าได้
สูตรหา PF จาก W₁ W₂ ใช้ได้เฉพาะโหลดสมดุล · ส่วนค่า kW รวมถูกต้องทั้งสองกรณี
ใช้ค่าที่ดีที่สุดที่คำนวณได้ ไปตั้งเป็น "โหลด 3 เฟสรวม" ในแท็บวิเคราะห์ความไม่สมดุล
—

คำนวณ kW รายจุด — มอเตอร์

วัดที่ตัวมอเตอร์หรือที่สตาร์ตเตอร์ · ถ้าวัด PF ได้ให้ใส่ PF (แม่นที่สุด) · ถ้าวัด PF ไม่ได้ ปล่อยช่อง PF ว่างไว้ เครื่องมือจะประมาณจาก % โหลดโดยใช้กระแสเทียบพิกัดแทน
ค่าที่ต้องเตรียมจากป้าย nameplate มอเตอร์: kW (หรือ HP × 0.746) · กระแสพิกัด FLA (A) · แรงดันพิกัด · ประสิทธิภาพที่พิกัด (ถ้าไม่มีบนป้าย ใช้ 92–95% สำหรับ IE3 ขนาด >30 kW, 88–92% สำหรับ IE2 ขนาด 5–30 kW, 82–88% สำหรับมอเตอร์เก่าหรือขนาดเล็ก)
ค่าที่ต้องวัดหน้างาน: กระแสจริงขณะเดินงานปกติ (คล้องทีละเฟสแล้วเฉลี่ย) · แรงดันจริงที่ขั้วมอเตอร์ · PF ถ้าเครื่องวัดทำได้ · รอบต่อนาทีถ้ามีเครื่องวัดรอบ (ทำให้ประมาณโหลดแม่นกว่าใช้กระแสมาก)
—

คำนวณ kW รายจุด — ตู้ไฟฟ้ารวมประจำแผนก

ตู้ MCC หรือตู้ย่อยที่จ่ายทั้งโหลด 3 เฟสและ 1 เฟสปนกัน · คำนวณแยกรายเฟสจึงถูกต้องแม้โหลดไม่สมดุล และบอกได้ว่าตู้ไหนคือต้นเหตุของความไม่สมดุล
ระบบ 4 สาย (มีนิวทรัล จ่ายโหลด 1 เฟสได้) → กรอกแรงดันเฟส–นิวทรัล (ปกติ 230 V) เครื่องมือคำนวณ P = Σ VLN × Ik × PF ทีละเฟสแล้วรวม — ถูกต้องแม้กระแสสามเฟสไม่เท่ากัน
ระบบ 3 สาย (ไม่มีนิวทรัล จ่ายเฉพาะโหลด 3 เฟส) → กรอกแรงดันเฟส–เฟส (ปกติ 400 V) เครื่องมือใช้ P = √3 × VLL × Iเฉลี่ย × PF
PF ของตู้: ถ้าวัดไม่ได้ ให้ประมาณจากชนิดโหลดที่ตู้นั้นจ่ายเป็นหลัก — ตู้ MCC มอเตอร์ 0.80–0.88 · ตู้แสงสว่าง+ปลั๊ก 0.90–0.95 · ตู้ฮีตเตอร์ 0.98–1.00 · ตู้ผสม 0.85–0.90 (ดูตาราง PF ตามชนิดอุปกรณ์ในแท็บ 5)
—

รวมทุกจุดวัด และกระทบยอดกับมิเตอร์รวม

การตรวจสอบที่ผู้ตรวจประเมินต้องทำเสมอ — ผลรวมของจุดวัดย่อยต้องใกล้เคียงกับกำลังที่วัดได้ที่จุดรวม ส่วนต่างที่เหลือคือโหลดที่ยังไม่ได้สำรวจ

เทียบผลทุกวิธี และตรวจสอบความสมเหตุสมผล

ถ้าสองวิธีให้ผลต่างกันเกิน 10% แปลว่ามีอะไรผิด อย่าเพิ่งเลือกค่าที่ถูกใจ

ขั้นตอนหน้างานและความปลอดภัย

ลำดับที่ควรทำ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ความปลอดภัย — อ่านก่อนลงมือ
การใช้โพรบแตะจุดที่มีแรงดันในตู้ MDB เป็นงานที่มีความเสี่ยงอาร์กแฟลช ไม่ใช่งานที่ใครก็ทำได้ ผู้ปฏิบัติต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ สวมอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะกับระดับพลังงานอาร์กของตู้นั้น และใช้เครื่องวัดกับสายวัดที่มีพิกัด CAT III 600 V เป็นอย่างน้อย (CAT IV สำหรับจุดต้นทาง)
วิธี M0 และ M1 ที่ไม่ต้องแตะแรงดันจึงเป็นทางเลือกแรกเสมอ — ถ้าจำเป็นต้องวัดกำลังจริงและเข้าถึงจุดวัดปลอดภัยไม่ได้ ให้ขอ load profile จากการไฟฟ้า หรือให้ผู้รับเหมาที่มีเครื่องวัดแบบติดตั้งค้างไว้ (power logger) เป็นคนทำแทน ปลอดภัยกว่าและได้ข้อมูลดีกว่าการวัดครั้งเดียวมาก

ทฤษฎีบท Blondel — ทำไมต้องวัดกี่ครั้ง

Blondel's theorem (1893): ระบบไฟฟ้าที่มีตัวนำ n เส้น ต้องใช้เครื่องวัดกำลัง (wattmeter) อย่างน้อย n − 1 ตัวจึงจะวัดกำลังรวมได้ถูกต้องในทุกสภาพโหลด ไม่ว่าจะสมดุลหรือไม่
· ระบบ 3 เฟส 4 สาย (L1 L2 L3 N) → n = 4 → ต้องวัด 3 ครั้ง (วิธี M2)
· ระบบ 3 เฟส 3 สาย (ไม่มีนิวทรัล) → n = 3 → ต้องวัด 2 ครั้ง (วิธี M3)
นี่คือเหตุผลที่วิธี ARON วัดแค่ 2 ครั้งแล้วถูกต้อง ไม่ใช่การประมาณ — เพราะกระแสในสายที่สามถูกบังคับด้วย IL1 + IL2 + IL3 = 0 อยู่แล้วเมื่อไม่มีทางกลับที่สี่ · และเป็นเหตุผลที่ใช้ ARON กับระบบ 4 สายที่มีกระแสไหลในนิวทรัลไม่ได้ เพราะเงื่อนไขนั้นไม่จริงอีกต่อไป

ระบบไฟฟ้าและการวางโหลด

โรงงานส่วนใหญ่รับไฟ 3 เฟส 4 สาย แต่เครื่องจักรมีทั้งแบบ 3 เฟส และแบบ 1 เฟสที่ต่อระหว่างเฟสกับนิวทรัล — ตรงนี้คือต้นเหตุของความไม่สมดุล
ระบบไทย 400/230 V (เดิมเรียก 380/220 V) · แรงดันเฟส-นิวทรัล = 400/√3 = 231 V
พิกัดของหม้อแปลงลูกที่จ่ายบัสนี้ (ถ้าขนานกันหลายลูก ใส่พิกัดต่อลูกแล้วไประบุจำนวนลูกในแท็บ 6) · ดูจาก nameplate หรือกดเลือกจากตารางค่าอ้างอิงด้านล่าง
มอเตอร์ 3 เฟส เครื่องอัดอากาศ ชิลเลอร์ ปั๊ม — โหลดกลุ่มนี้ดึงกระแสเท่ากันทั้งสามเฟสโดยธรรมชาติ
ถ้าไม่ได้วัดแยก ใช้ PF รวมของโรงงานจากแท็บ 1 ไปก่อน · โรงงานที่มอเตอร์เป็นหลักและยังไม่ได้แก้ PF มักอยู่ 0.80–0.88 · ถ้าติดคาปาซิเตอร์แล้วจะอยู่ 0.92–0.98 (เกณฑ์ที่การไฟฟ้าไม่ปรับคือ 0.85) · ดูค่าตามชนิดอุปกรณ์ในตารางอ้างอิงด้านล่าง

โหลด 1 เฟส (ต่อระหว่างเฟสกับนิวทรัล)

วิธีกรอกตารางนี้: ไม่ต้องแจกแจงทีละเครื่อง ให้รวมเป็นกลุ่มตามตู้ย่อยหรือตามชนิดโหลดก็พอ · ช่อง kW ใส่กำลังไฟฟ้าที่ใช้จริงตอนเดินเครื่อง ไม่ใช่พิกัดบนป้ายเครื่อง (พิกัดมักสูงกว่าจริง 20–40%) · ช่อง "ต่อที่เฟส" ต้องดูจาก panel schedule หรือไล่เบรกเกอร์จริง เพราะนี่คือตัวแปรเดียวที่ทำให้เกิดความไม่สมดุล · โหลด 1 เฟสที่พบบ่อย: แสงสว่าง · ปลั๊กสำนักงาน · แอร์แยกส่วน · เครื่องเชื่อม · ฮีตเตอร์แถบ (band heater) · ปั๊มเล็ก · UPS/ชาร์จเจอร์ · เครื่องบรรจุ/ซีล — ทีละตัวเล็กน้อยแต่รวมกันแล้วเทไปกองที่เฟสเดียวได้ง่ายมาก
ค่า PF ทั่วไปตามชนิดอุปกรณ์ — ใช้เมื่อยังไม่ได้วัด
PF ของโหลด 1 เฟสมีผลต่อมุมของกระแส ซึ่งเปลี่ยนกระแสนิวทรัลที่ได้ ไม่ใช่แค่ขนาด — โหลดความต้านทานล้วน (ฮีตเตอร์ PF 1.00) กับโหลดมอเตอร์ (PF 0.85) ที่ kW เท่ากัน จะให้กระแสนิวทรัลต่างกัน ถ้าจะใช้ผลไปเขียนรายงาน ควรวัด PF จริงของแต่ละกลุ่มโหลด
= ρ·L/A · ตัวอย่าง ทองแดง 2×240 mm²/เฟส ยาว 50 m: 0.0225×50/(2×240) ≈ 0.0023 Ω (ปรับตามอุณหภูมิใช้งาน)
นิวทรัลมักเดินขนาดครึ่งหนึ่งของเฟส → R เป็นสองเท่า · ถ้าเดินเต็มขนาดให้ใส่เท่ากับเฟส
อยู่บน nameplate เขียนว่า "Impedance voltage" หรือ "Uk%" · หม้อแปลงจำหน่ายไทยทั่วไป ≤630 kVA ใช้ 4% · 800–1,600 kVA ใช้ 5% · ≥2,000 kVA ใช้ 6% · ค่านี้ยิ่งต่ำ ระบบยิ่งแข็ง แรงดันไม่สมดุลยิ่งน้อยแม้กระแสไม่สมดุลมาก
Load loss / copper loss ที่พิกัด — ดูจาก nameplate หรือ test report ของหม้อแปลง
ตัวช่วย 1 — คำนวณความต้านทานสายจากขนาดสายและความยาว
ขนาดมาตรฐาน 35 · 50 · 70 · 95 · 120 · 150 · 185 · 240 · 300 · 400 mm²
เดิน 2 เส้น/เฟส ความต้านทานเหลือครึ่งเดียว
ระยะจากหม้อแปลงถึงตู้เมน (ทางเดียว ไม่ต้องคูณสอง เพราะระบบ 3 เฟสไม่มีสายกลับ)
ฉนวน PVC ใช้ 70 °C · XLPE ใช้ 90 °C · ถ้าโหลดไม่เต็มพิกัดอาจใช้ 50–60 °C — ค่านี้มีผลราว 15–20% ต่อ R
มาตรฐานเก่านิยมเดินนิวทรัลครึ่งขนาด · ถ้าโรงงานมีโหลด 1 เฟสมากหรือมีฮาร์มอนิก ควรเดินเต็มขนาดหรือใหญ่กว่า
—
R = ρ₂₀ × [1 + α(T − 20)] × L / (A × n) · ρ₂₀ ทองแดง 0.01754 Ω·mm²/m (α 0.00393/°C) · อะลูมิเนียม 0.02826 Ω·mm²/m (α 0.00403/°C) — เป็นค่าความต้านทานกระแสตรง ยังไม่รวม skin/proximity effect ซึ่งที่ 50 Hz และขนาดสายระดับนี้เพิ่มขึ้นราว 2–5%
ตัวช่วย 2 — ค่าอ้างอิงหม้อแปลงจำหน่าย (กดที่แถวเพื่อใส่ค่า)
เป็นค่าประมาณเพื่อให้เริ่มงานได้เท่านั้น — สูญเสียของหม้อแปลงจริงต่างกันได้ ±20% ตามผู้ผลิต ปีที่ผลิต และระดับประสิทธิภาพที่สั่ง (หม้อแปลงประสิทธิภาพสูงมี P₀ ต่ำกว่านี้มาก) · ก่อนใส่ตัวเลขในรายงานต้องแทนที่ด้วยค่าจาก nameplate หรือ test report เสมอ และให้ระบุที่มาไว้ในรายงานด้วย

ภาพที่ 1 — ระบบเป็นแบบนี้

Single-line diagram: หม้อแปลง Dyn11 → บัสบาร์ 4 เส้น → โหลด 3 เฟสคร่อมทั้งสามเฟส และโหลด 1 เฟสห้อยจากเฟสใดเฟสหนึ่งลงนิวทรัล
L1L2 L3Neutral

ภาพที่ 2 — ทำไมกระแสไม่หักล้างกันที่นิวทรัล

ถ้าโหลดสมดุล กระแสสามเฟสห่างกัน 120° ขนาดเท่ากัน บวกกันแล้วได้ศูนย์ — นิวทรัลไม่มีกระแส ทันทีที่ขนาดไม่เท่ากัน ผลรวมไม่เป็นศูนย์อีกต่อไป และส่วนต่างนั้นวิ่งกลับทางนิวทรัล
IL1IL2 IL3IN = ผลรวม
เส้นประ = กระแสเฉลี่ยแถบเทา = กระแสถ้าโหลดสมดุล (I₁)

ภาพที่ 3 — แยกกระแสไม่สมดุลออกเป็น 3 ชุด (Symmetrical Components)

วิธีของ Fortescue: กระแสไม่สมดุลชุดใดก็ตาม เขียนใหม่เป็นผลบวกของกระแสสมดุล 3 ชุดได้เสมอ — ชุดลำดับบวก (ทำงานจริง) ชุดลำดับลบ (ทำให้มอเตอร์ร้อน) และชุดลำดับศูนย์ (วิ่งลงนิวทรัล)
I₁ ลำดับบวก
—
A — ตัวที่ผลิตแรงบิดจริง
I₂ ลำดับลบ
—
A — หมุนสวนทาง ทำให้ร้อน
I₀ ลำดับศูนย์
—
A — 3I₀ คือกระแสนิวทรัล
ตรวจทานได้เอง — 3I₀ ต้องเท่ากับกระแสนิวทรัลที่คำนวณจากผลรวมเวกเตอร์พอดี และ ΣI²เฟส = 3(I₀² + I₁² + I₂²) ซึ่งเป็นที่มาของสูตรสูญเสียเพิ่มด้านล่าง

แล้วมันแพงตรงไหน — คำตอบไม่ใช่ค่าไฟหน่วยที่หายไป

เทียบสองสถานการณ์ที่โหลดรวมเท่ากันทุกประการ ต่างกันแค่การกระจายลงเฟส

การรับภาระของหม้อแปลง

หม้อแปลงถูกจำกัดด้วยเฟสที่ร้อนที่สุด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย — ความไม่สมดุลจึงกินพิกัดโดยที่ตัวเลข kVA รวมยังดูสวยอยู่
Core / no-load loss — เกิดตลอด 8,760 ชม./ปี ตราบใดที่หม้อแปลงยังจ่ายไฟอยู่ ไม่ว่าจะมีโหลดหรือไม่
หม้อแปลงขนาดเดียวกันที่จ่ายบัสเดียวกันนี้ (ขนานกัน) — ใช้ตรวจว่าควรปลดออกลูกหนึ่งหรือไม่
ใช้ค่าไฟเฉลี่ยจากแท็บ 1 ก็ได้ — ราคาเปลี่ยนตามเวลา จุดสำคัญคือปริมาณพลังงาน (kWh) ที่หายไป
หม้อแปลงมาตรฐานออกแบบที่ ambient เฉลี่ยรายวัน 30 °C สูงสุด 40 °C · ห้องหม้อแปลงในไทยที่ระบายอากาศไม่ดี วัดได้ 40–45 °C บ่อยมาก ซึ่งกินพิกัดไปอีกทางหนึ่งนอกเหนือจากความไม่สมดุล
โหลดเฟสที่หนักที่สุด
—
% ของพิกัด
ถ้ากระจายโหลดสมดุล
—
% ของพิกัด
พิกัดที่ถูกกินไปเปล่า ๆ
—
จุดเปอร์เซ็นต์

คุ้มไหมที่จะปลดหม้อแปลงออก 1 ลูก

คำถามนี้ตอบด้วยจุดตัดระหว่างสูญเสียขณะไม่มีโหลด (คงที่) กับสูญเสียขณะมีโหลด (โตตามกำลังสอง)

ผลของความไม่สมดุลต่อมอเตอร์

กระแสไม่สมดุลทำให้เกิดแรงดันไม่สมดุล และแรงดันไม่สมดุลคือสิ่งที่มอเตอร์รู้สึก
เส้นดีเรตของ NEMA MG-1: %VUF 0→1.00 · 1→1.00 · 2→0.95 · 3→0.89 · 4→0.82 · 5→0.75 (ห้ามเดินเกิน 5%) · อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นประมาณ 2 × (%VUF)² เคลวิน · ทุก 10 °C ที่เกินพิกัดฉนวน อายุฉนวนเหลือครึ่งเดียว

สรุปสำหรับใส่รายงาน

ข้อความและตัวเลขชุดนี้คัดลอกไปวางในรายงานตรวจวิเคราะห์ได้ทันที

มาตรการเรียงตามลำดับที่ควรทำ

ลำดับนี้จัดตามหลัก "แก้ที่ไม่ต้องลงทุนก่อน" — ย้ายเฟสและปรับตารางเดินเครื่องใช้แรงงานอย่างเดียว ส่วนคาปาซิเตอร์และการปลดหม้อแปลงต้องมีข้อมูลยืนยันก่อนตัดสินใจ

รายการข้อมูลที่ต้องเก็บเพิ่มในสนาม

สูตร สมมุติฐาน และมาตรฐานอ้างอิง